<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>ชีววิถี.net</title>
<link>http://www.chivavithee.net</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>การทำน้ำยาเอนกประสงค์ โดยใช้เปลือกผลไม้</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=80</link>
<description><br>
<br>
<div dir="ltr" style="padding-right: 0cm; padding-left: 4pt; padding-bottom: 1pt; padding-top: 1pt; border: windowtext 1pt solid">
<strong><u>การทำน้ำยาอเนกประสงค์ (สูตรชีวภาพ)<br>
</u></strong><strong>ใช้ล้างจาน ล้างพื้นห้องน้ำ พื้นบ้าน ครัว ล้างมือ</strong> 
</div>
<strong>&nbsp;<br>
</strong><strong><u>เครื่องมือหรืออุปกรณ์</u><br>
</strong>-&nbsp;ถังพลาสติกสีเข้มมีฝาปิดมิดชิด ขนาดความจุ 32 แกลลอน 1 ใบ <br>
-&nbsp;เครื่องชั่งน้ำหนัก <br>
- ถ้วยตวงน้ำ 1 ใบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
- ช้อน ไม้พาย สำหรับคน 1 คัน<br>
-&nbsp;ผ้าขาวบางสำหรับกรอง 1 ผืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
- ช้อนตวง 1 ชุด&nbsp;&nbsp;<br>
<br>
<strong><u>วัสดุที่ทำน้ำหมักชีวภาพ</u><br>
</strong>-&nbsp;เปลือกสับปะรด 30 กิโลกรัม (สรรพคุณเป็นกรด ขจัดคราบมัน) <br>
-&nbsp;หัวเชื้อ EM สด 1 กก.หรือ EM ขยาย(รุ่นลูก) 1.5 กก.(สรรพคุณช่วยย่อยสลายสับปะรด)<br>
-&nbsp;น้ำตาลทรายแดง หรือโอวทึ้ง 1 กิโลกรัม (เป็นอาหารของ EM )<br>
-&nbsp;น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน (น้ำประปาพักไว้ 1 คืน ก่อนนำมาใช้) ใส่ท่วมวัสดุ&nbsp;<br>
<br>
<strong><u>ขั้นตอนการดำเนินการ</u><br>
</strong>1.&nbsp;ล้างกระป๋องและตะกร้าพลาสติกทิ้งไว้ให้แห้ง นำตะกร้าใส่ในกระป๋องพลาสติก <br>
2.&nbsp;ชั่งเปลือกสับปะรด 30 กิโลกรัม จากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด หรือแช่ใน EM ขยาย ผสมน้ำสะอาด ในอัตรา 1:100 เพื่อล้างสารเคมีที่ติดมากับเปลือก โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1/2 ชั่วโมง<br>
3.&nbsp;สับเป็นชิ้นเล็ก โดยวางถุงพลาสติกบนจานรองก่อน แล้วนำไปเทใส่ในตะกร้า <br>
4.&nbsp;น้ำตาลทรายแดง ผสมกับหัวเชื้อ EM สด คนน้ำตาลทรายแดงจนละลายหมด <br>
5.&nbsp;นำวัสดุข้อ 3 กับ 4 เทลงในตะกร้าสับปะรด คนให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ใส่ให้ท่วมเนื้อวัสดุ ปิดฝาทิ้งไว้ 15 วัน เมื่อหมักไว้ 2-3 วัน คนให้เข้ากันอีกครั้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถังที่หมักควรเก็บในที่มีแสงน้อย ภายในห้องหรือในที่ร่ม ที่อุณหภูมิปกติ&nbsp; เพราะ EM ชอบความมืด และต้องอยู่ในที่ไม่ร้อนจัด เย็นจัด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การหมักจะเกิดฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ&nbsp; แสดงว่าการหมักได้ผล &nbsp;แสดงว่า EM พักตัว เมื่อกวนลงไปฝ้าสีขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิม นำน้ำสกัดชีวภาพที่ได้กรองด้วยผ้าขาวบาง&nbsp; โดยไม่ต้องบีบคั้นกาก&nbsp; จากนั้นนำน้ำสกัดชีวภาพใส่ถังปิดไว้ให้แน่นและปล่อยตกตะกอนอีก 2 &ndash; 3 วัน &nbsp;(กากใส่ในตะกร้าปล่อยให้น้ำหยดเอง หากคั้นกากน้ำสกัดที่ได้สีจะขุ่นไม่น่าใช้ ส่วนกากที่เหลือนำไปผสมดินปลูกต้นไม้ก็ได้ )&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
<div style="padding-right: 4pt; padding-left: 4pt; padding-bottom: 1pt; margin-left: 0cm; margin-right: -5.45pt; padding-top: 1pt; border: windowtext 1pt solid">
<strong>หากต้องการฟอง มีความหนืดเหมือนน้ำยาล้างจานทั่วไป ให้เติม </strong><strong>N70 (ผงหนืด), เกลือแกง (ที่ใช้รับประทาน) ดังนี้ </strong><strong>N70 5% , เกลือแกง 4% (% ของน้ำหนักน้ำสกัดชีวภาพ)</strong>ตัวอย่าง น้ำสกัดชีวภาพ 1 ลิตร(1,000cc) เติม N70 = 50 cc (1,000 CC X 5%)หรือ 5 ช้อนโต๊ะ<strong>,</strong> เกลือแกง =&nbsp; 40 cc (1,000 CC X 4%<strong>) </strong>หรือ 4 ช้อนโต๊ะ (1 ช้อนโต๊ะ = 10 CC)<strong> </strong>
</div>
<strong>&nbsp;<br>
</strong><strong><u>วิธีการผสม</u><br>
</strong>นำน้ำสกัดชีวภาพ ผสมกับ N70 50 cc และ เกลือแกง 40 cc (N70 เกลือแกง กวนละลายให้เข้ากันก่อน) ปล่อยทิ้งไว้จนฟองหาย จึงนำมาบรรจุขวดพลาสติก &nbsp;<strong>หากต้องการสี กลิ่น ให้เติมตามใจชอบ</strong> น้ำยาล้างจานให้กลิ่นมะนาวแทนกลิ่นใบเตยเป็นที่นิยม หากต้องการขัดพื้นห้องน้ำ ทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ ทำน้ำยาล้างมือก็เปลี่ยนสี กลิ่น ตามใจชอบ&nbsp; (สี กลิ่น N70 หาซื้อได้แถวสี่แยกวัดตึก พาหุรัด หรือร้านขายเคมีภัณฑ์)&nbsp;<br>
<u>หมายเหตุ</u> น้ำยาล้างจานสูตรนี้ระยะแรกๆ สีจะขุ่นต่อมาจะตกตะกอน กลิ่นจะฉุนคล้ายไวน์มากขึ้นเรื่อยๆ และสีจะใสน่าใช้ยิ่งขึ้นด้วย&nbsp;<br>
<br>
<strong><u>วิธีใช้</u></strong> <br>
ใช้ล้างจาน พื้นห้องน้ำ พื้นบ้าน โดยไม่ต้องผสมน้ำ ใช้เหมือนน้ำยาตามท้องตลาด การล้างจานจำนวนมาก ควรแช่จานในน้ำยาล้างจานผสมน้ำ (สัดส่วนน้ำยาล้างจาน 1 ส่วน : น้ำ 5 ส่วน) แช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนล้าง&nbsp; เพื่อให้สะอาดทั่วถึง แล้วล้างน้ำสะอาดจนกว่าแน่ใจว่าสะอาด ควรตากจานให้แห้งก่อนนำไปใช้ &nbsp;เพื่อป้องกันการตกค้างของจุลินทรีย์ในหยดน้ำที่เกาะอยู่บนจาน &nbsp;<strong>สรรพคุณ</strong><strong> ล้างจาน พื้นห้องน้ำ พื้นบ้าน ได้สะอาด ขจัดคราบมันในครัวได้เป็นอย่างดี ไม่มีกลิ่นตกค้าง ถนอมมือ&nbsp; และที่สำคัญไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ&nbsp;</strong><strong>&nbsp;<br>
</strong><u>หมายเหตุ</u>&nbsp;&nbsp; 1.น้ำยาอเนกประสงค์สูตรนี้ สามารถใช้เป็นน้ำยาล้างมือได้อย่างปลอดภัยทำให้มือนุ่ม โดยใช้น้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน ต่อ น้ำสะอาด 2 ส่วน เติม มัยลาพ 3 กก. ต่อ สับปะรด 20 กก. นำมัยลาพมาต้มเดือด ปล่อยให้เย็นแล้วผสม จะทำให้มือนุ่ม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 
<div style="padding-right: 4pt; padding-left: 4pt; padding-bottom: 1pt; padding-top: 1pt; border: windowtext 1pt solid">
<strong>วัสดุที่ใช้แทนเปลือกสับปะรด ได้แก่ มะขามเปียก มะกรูด มะเฟือง กากกระเจี๊ยบที่ต้มน้ำแล้ว เปลือกมะนาว เปลือกส้ม เปลือกเสาวรส เปลือกส้มโอ หรือเปลือกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวๆ เพราะมีสภาพเป็นกรดเหมือนกับสับปะรด ฤดูกาลไหน วัสดุใดมีราคาถูกก็ใช้วัสดุนั้น ตามหลักควรใช้เปลือก&nbsp; หลังจากหมักทำน้ำยาแล้วก็เอากากที่หมักแล้วมาทำปุ๋ย ไม่มีการทิ้งเปล่า การทำน้ำยาอเนกประสงค์ จำนวนมากน้อยให้ใช้สัดส่วนดังกล่าวข้างต้น โดยการคำนวณบัญญัติไตรยางค์</strong> 
</div>
<strong><br>
โดยกลุ่มงานชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</strong><strong>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โทร.02-436-3432</strong> 
</description>
</item>

<item>
<title>การทำน้ำยาสระผม สูตรอีเอ็ม-มะกรูด</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=79</link>
<description><strong><u>สูตรน้ำยาสระผม </u></strong><strong><u><font face="Times New Roman">EM </font></u></strong><strong><u>มะกรูด<br>
</u></strong><strong><u><br>
วัตถุดิบ <br>
</u></strong>1.&nbsp;มะกรูดแก่ ๆ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 30 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กก. &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรรพคุณรักษารังแค <br>
2.&nbsp;EM หัวเชื้อ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.25 &nbsp;&nbsp;&nbsp; ลิตร&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรรพคุณช่วยย่อย ป้องกันการบูดเสีย<br>
3.&nbsp;น้ำตาลทรายแดง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1.25 &nbsp;&nbsp;&nbsp; กก. &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรรพคุณเป็นอาหาร EM <br>
4.&nbsp;น้ำสะอาด&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ถัง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตั้งพักไว้ 1 คืน ให้หมดกลิ่นคลอรีน<br>
5.&nbsp;ดอกอัญชัญตากแห้ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;700&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรัม &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรรพคุณทำให้ผมดกดำ เงาเป็นประกาย ปลูกผม<br>
6.&nbsp;ใบย่านางสด (เฉพาะใบ)&nbsp;&nbsp;2&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กก.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สรรพคุณทำให้ผมนุ่มสลวย หวีง่าย (ประมาณ 20 ถุงๆ ละ 20 บาท)<br>
7.&nbsp;N70 (ผงหนืด ประมาณ 3 - 4 กก.)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
8. เกลือแกง หรือ เกลือสินเธาว์ (เกลือที่รับประทานได้ 1ถุงเล็ก)<br>
<strong><u><br>
อุปกรณ์</u></strong> <br>
1. &nbsp;ถังพลาสติกมีฝาปิด ขนาด 32 แกลลอน 1 ถัง&nbsp;&nbsp;<br>
2. &nbsp;ผ้าขาวบาง 1 ผืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
3. ไม้พายอันใหญ่ 1 อัน สำหรับคนวัตถุดิบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
4. ตาชั่ง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
5. ถ้วยตวง&nbsp;&nbsp; <br>
6. มีด เขียง&nbsp;&nbsp; <br>
7. กะละมัง<br>
<strong><u><br>
วิธีการทำ<br>
<br>
</u></strong><strong>1.&nbsp;&nbsp; </strong><strong><u>การทำน้ำหมัก<br>
<br>
</u></strong>1.1&nbsp;&nbsp;นำมะกรูดทั้งลูกมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ <br>
1.2&nbsp;&nbsp;นำ EM น้ำตาลทรายแดง ละลายให้เข้ากัน<br>
1.3&nbsp;&nbsp;นำวัสดุในข้อ 1.1 และ 1.2 ใส่ในถุงตาข่าย คลุกให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ให้ท่วมเนื้อมะกรูด ปิดฝาให้มิดชิด หมักทิ้งไว้ 1 เดือน จะได้น้ำหมักมะกรูด&nbsp; จากนั้นกรองเอาแต่น้ำมาใช้<br>
<strong><u><br>
ขั้นตอนก่อนผสม</u></strong><strong> <br>
</strong>1.&nbsp;&nbsp;นำดอกอัญชัญตากแห้งมาต้มเคี่ยวให้เดือด ทิ้งไว้ให้อุ่น แล้วกรองเอาแต่น้ำ หากต้องการผมดกดำ ให้เพิ่มปริมาณดอกอัญชัญ<br>
2.&nbsp;&nbsp;นำใบหญ้านางสด เฉพาะใบมาหั่น ปั่นหรือตำ จากนั้นนำมาต้มเคี่ยวให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วกรองเอาแต่น้ำ<br>
<strong><u><br>
วิธีการผสม</u></strong><strong>&nbsp; </strong>นำน้ำมะกรูดที่หมักได้มาเติมน้ำดอกอัญชัญ น้ำใบหญ้านาง โดยเติมทีละชนิดตามลำดับ&nbsp; ค่อยๆ กวนทีละชนิดให้เข้ากับน้ำหมักมะกรูด <br>
<strong><u><br>
ขั้นตอนการเติม </u></strong><strong><u>N70</u></strong> เติม N70 5% ของน้ำหมักมะกรูดที่ผสมกับน้ำอัญชัญ และใบย่านาง เช่น น้ำหมัก 1 กก. (1,000 กรัม หรือ 1,000 CC) เติม N70 50 กรัม หรือ 50 CC &nbsp;(ก่อนเติมให้กวน N70 ให้ละลาย&nbsp; โดยใส่เกลือผสมเล็กน้อยค่อยๆ กวนจนละลาย) ปล่อยทิ้งไว้จนฟองหาย ประมาณ 1 คืน&nbsp; จึงนำมาบรรจุขวด<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
<u><strong>วิธีการใช้</strong></u>&nbsp; ก่อนสระผม&nbsp; ควรชโลมผมให้เปียกเสียก่อน เพื่อให้มะกรูดออกฤทธิ์เป็นกรดน้อยลง จากนั้นนำน้ำยาสระผมชโลมให้ทั่วหนังศีรษะและเส้นผม&nbsp; หมักทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำ &nbsp;&nbsp;โดยไม่ต้องใช้ครีมนวดผม&nbsp; <br>
<strong><u><br>
สรรพคุณ</u></strong> สระผมด้วยน้ำมะกรูดจะทำให้เส้นผมลื่นเป็นมัน ไม่แห้งกรอบ ไม่หงอกเร็ว ไม่ร่วง<br>
ช่วยบำรุงรากผมและหนังศีรษะไม่ให้เป็นรังแค ทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม มีน้ำหนัก หวีง่าย&nbsp;&nbsp;<br>
<br>
<div style="padding-right: 4pt; padding-left: 4pt; padding-bottom: 1pt; padding-top: 0cm; border: windowtext 1pt solid">
<strong>โดยกลุ่มงานชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน </strong><strong>การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย&nbsp; โทร.02-436-3432</strong> 
</div>
</description>
</item>

<item>
<title>การทำน้ำยาเอนกประสงค์ - จากเปลือกส้มโอ</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=78</link>
<description><p>
<font size="3"><strong><u>สูตรการทำน้ำยาอเนกประสงค์เปลือกส้มโอ</u></strong></font><br>
<br>
<strong><u>เครื่องมือหรืออุปกรณ์<br>
</u></strong>1.&nbsp;ถังพลาสติกสีดำมีฝาปิด ความจุ 32 แกลลอน 1 ใบ ทำก๊อกเปิด - ปิด<br>
2.&nbsp;ตะกร้ามีรูใบเล็กขนาดใส่ในถังพลาสติกได้ 1 ใบ หรือใช้ถุงตาข่าย<br>
3.&nbsp;เครื่องชั่งน้ำหนัก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
4.&nbsp;ถ้วยตวงน้ำ 1 ใบ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>
5.&nbsp;ไม้พาย สำหรับคน 1 อัน<br>
6.&nbsp;ผ้าขาวบางขนาด 15 X 15 นิ้ว 1 ผืน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
7.&nbsp;ช้อนตวง 1 ชุด&nbsp;&middot;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
<br>
<strong><u>วัสดุที่ทำน้ำยาอเนกประสงค์<br>
</u></strong>1.&nbsp;เปลือกส้มโอ (เปลือกใหม่ๆ ) 30 กิโลกรัม (สรรพคุณเป็นกรด ขจัดคราบมัน) <br>
2.&nbsp;จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ 1 ลิตร (สรรพคุณช่วยย่อยสลายเปลือกส้มโอ)<br>
3.&nbsp;น้ำตาลทรายแดง หรือ โอวทึ้ง 1 กิโลกรัม (เป็นอาหารของจุลินทรีย์ฯ )<br>
4.&nbsp;น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน (น้ำประปาพักไว้ 1 คืน ก่อนนำมาใช้) เติมให้ท่วมวัสดุ<br>
5.&nbsp;N70 (ผงหนืด)&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
6.&nbsp;เกลือแกง (เกลือที่รับประทานได้)&nbsp;&middot;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
<strong><u><br>
ขั้นตอนการทำ<br>
</u></strong>1. นำตะกร้าใส่ในถังพลาสติก<br>
2.&nbsp;นำเปลือกส้มโอ 30 กิโลกรัม แช่ใน EM ขยาย ผสมน้ำสะอาดในอัตรา 1 : 100 เพื่อล้างสารเคมี ที่อาจจะติดมากับเปลือก&nbsp;โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที<br>
3.&nbsp;หั่นหรือสับเปลือกส้มโอเป็นชิ้นเล็ก<br>
4.&nbsp;น้ำตาลทรายแดง ผสมกับ จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ คนน้ำตาลทรายแดงจนละลายหมด<br>
5.&nbsp;นำวัสดุข้อ 3 กับ 4 เทลงในตะกร้า คนให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ให้ท่วมเนื้อวัสดุ &nbsp;ปิดฝาทิ้งไว้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 15 วัน เมื่อหมักไว้ 2-3 วัน &nbsp;เปิดถังคนให้เข้ากันอีกครั้ง<br>
<br>
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;** ถังที่หมักควรเก็บในที่มีแสงน้อย ภายในห้องหรือในที่ร่ม ที่อุณหภูมิปกติ&nbsp; เพราะจุลินทรีย์ฯ ทำงานได้ดีในที่มืด และต้องอยู่ในที่ไม่ร้อนจัด หรือ เย็นจัด &nbsp;การหมักจะเกิดฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่าการหมักได้ผลดี&nbsp; จุลินทรีย์ฯ อยู่ระหว่างพักตัว &nbsp;เมื่อกวนลงไปฝ้าสีขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิม <br>
<br>
6.&nbsp;นำน้ำยาที่หมักครบ 15 วันแล้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง&nbsp; โดยไม่ต้องบีบคั้นกาก&nbsp; จากนั้นนำน้ำยาใส่ถังปิดไว้ให้แน่นและปล่อยตกตะกอนอีก 2 &ndash; 3 วัน&nbsp; (กากใส่ในตะกร้าปล่อยให้น้ำหยดเอง&nbsp; หากคั้นกากน้ำยาที่ได้สีจะขุ่นไม่น่าใช้ &nbsp;ส่วนกากที่เหลือนำไปผสมดินปลูกต้นไม้) <br>
7.&nbsp;หากต้องการฟองและให้มีความหนืดเหมือนน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป &nbsp;ให้เติม N70 และ เกลือแกง ในอัตราส่วน 5% และ &nbsp;4%&nbsp; ของน้ำหนักน้ำยาอเนกประสงค์ ตามลำดับ&nbsp;&middot;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
<strong><u><br>
วิธีผสม</u></strong> &nbsp;นำน้ำยา ผสมกับ N70 และ เกลือแกง &nbsp;(N70 และ เกลือแกง กวนละลายให้เข้ากันก่อน) ปล่อยทิ้งไว้จนฟองหาย จึงนำมาบรรจุขวดพลาสติก&nbsp;<strong>&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <br>
<strong><u><br>
วิธีใช้</u></strong> ใช้ล้างจาน ทำความสะอาดพื้นห้องน้ำ พื้นบ้าน เครื่องสุขภัณฑ์ โดยไม่ต้องผสมน้ำ ใช้เหมือนน้ำยาตามท้องตลาด การล้างจานจำนวนมาก ควรแช่จานในน้ำยาอเนกประสงค์ผสมน้ำ (ในอัตราน้ำยา 1 ส่วน : น้ำ 5 ส่วน) แช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนล้าง&nbsp; เพื่อให้สะอาดทั่วถึง แล้วล้างน้ำสะอาดจนกว่าแน่ใจว่าสะอาด ควรผึ่งจานให้แห้งก่อนนำไปใช้&nbsp; เพื่อป้องกันการตกค้างของจุลินทรีย์ในหยดน้ำที่เกาะอยู่บนจาน <strong><u><br>
<br>
หมายเหตุ</u></strong> น้ำยาอเนกประสงค์เปลือกส้มโอ มีค่า PH ประมาณ 5.5 อยู่ในเกณฑ์ค่า PH มาตรฐาน 5-9 <br>
<strong><u><br>
ประโยชน์ที่ได้รับ<br>
</u></strong>น้ำยาอเนกประสงค์ตามสูตรของโครงการชีววิถีฯ วัตถุดิบเกือบ 100% ล้วนมาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกผลไม้ จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ เกลือแกง หากทำตามกรรมวิธี ย่อมสะอาดและปลอดภัยอย่างแน่นอน แตกต่างกว่าการใช้น้ำยาต่างๆ ที่ทำจากสารเคมี&nbsp; หากมีการใช้กันอย่างแพร่หลายย่อมจะได้รับประโยชน์ดังนี้ 
</p>
<ol>
	<li>ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ในการซื้อปุ๋ยเคมี และน้ำยาสารเคมีซักล้าง</li>
	<li>ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้ </li>
	<li>ลดการใช้น้ำยาสารเคมี&nbsp; ทำให้ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และลดการนำเข้าสารเคมี </li>
	<li>ลดปริมาณขยะที่เกิดจากเศษผลไม้ </li>
	<li>กากเศษผลไม้ที่หมักนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงดินและต้นไม้ได้เป็นอย่างดี </li>
	<li>เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะไม่มีการทิ้งอะไรให้เปล่าประโยชน์ </li>
	<li>เป็นการสนองพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ทำให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ทำเองได้ และเกิดความเอื้ออาทร หากครอบครัว ชุมชน ทำไว้ใช้เองย่อมได้รับประโยชน์ดังกล่าว </li>
</ol>
</description>
</item>

<item>
<title>การใช้จุลินทรีย์ EM ในฟาร์มโคนม</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=77</link>
<description><div>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3"><strong>การใช้จุลินทรีย์ EM ในฟาร์มโคนม </strong></font>
</div>
<p>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">โดยนายนริศ ปาณพิมลวัฒน์<br>
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก<br>
สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 4</font>
</p>
<blockquote>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ในปัจจุบันนั้นอาชีพการเลี้ยงโคนม นับว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็น<img src="spaw/images/lib3/DS00789.jpg" border="1" alt=" " hspace="10" vspace="10" width="250" height="188" align="right">อย่างดี เนื่องจากน้ำนมดิบที่ผลิตได้มีจำนวนไม่เพียงพอ ต่อการบริโภคภายในประเทศ และราคาน้ำนมดิบนั้นเป็นราคาที่ค่อนข้างแน่นอน จนทำให้เกษตรกรบางรายสามารถสร้างฐานะให้กับตนเอง และครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่การเลี้ยงโคนมนั้นเกษตรกรบางรายก็มิใช่จะประสบความสำเร็จเสมอไป มีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับภาวะขาดทุน ต้องล้มเลิกกิจการไป ซึ่งมีสาเหตุปัจจัยหลายอย่าง ตามที่ผู้เขียนได้อยู่ในวงการโคนมมาร่วม 10 ปี และสัมผัสกับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทราบสาเหตุที่การดำเนินกิจการโคนมไม่ประสบความสำเร็จนั้น มีปัจจัยดังต่อไปนี้<img src="spaw/images/lib3/DS00789.jpg" altwidth="1" height="1"></font>
	</p>
	<ol>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ขาดประสบการณ์</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ขาดเงินทุน</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">การผสมติดยาก</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">โรคทางระบบสืบพันธุ์</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">โรคเต้านมอักเสบ</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">โรคขาดสารอาหาร</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ขาดการเอาใจใส่ดูแล</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">เกิดความเบื่อหน่ายง่าย หรือไม่มีใจรักและต่อสู้</font></li>
		<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ขาดแคลนแม่โคนมพันธุ์ดี<br>
		ฯลฯ</font></li>
	</ol>
</blockquote>
<br>
<p>
<u><strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">โคผสมไม่ติด </font></strong></u>
</p>
<blockquote>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">จากปัจจุบันปัญหาดังกล่าวข้างต้นนั้นพบว่าปัญหาที่พบบ่อยและมากที่สุด คือ การผสมติดยาก และเนื่องจากในโคนม หากโคผสมไม่ติดก็จะไม่มีการคลอดลูก และจะไม่มีน้ำนมเป็นผลผลิตตอบแทนให้เกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากโรคทางระบบสืบพันธุ์ เช่น Cystic ovary, CL ค้าง, มดลูกเป็นหนอง, มดลูกอักเสบ</font>
	</p>
</blockquote>
<br>
<p>
<u><strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">โรคเต้านมอักเสบ </font></strong></u>
</p>
<blockquote>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในโคนม เนื่องจากเต้านมได้สัมผัสกับสิ่งแปลกปลอม หรือติดเชื้อโรคได้ง่ายจากมือผู้รีด ผ้าเช็ดเต้านม เครื่องรีดนม รวมถึงตัวแม่โคเองที่มีความสกปรก ทำให้เกิดเต้านมอักเสบหรือเรื้อรัง หากรักษาไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้เต้านมบอดไม่สามารถรักษาได้ และค่ายาปฏิชีวนะที่ใช้รักษามักมีราคาแพง คือหลอดละ 55-75 บาท ใน 1 วันใช้ 2 มื้อ คือมื้อเช้า และเมื้อเย็น หากแม่โคเป็นโรคเต้านมอักเสบก็จะต้องใช้ยาถึง 8 หลอด/วัน และการใช้ควรใช้ให้ครบ Dose คือประมาณ 6 มื้อ (3 วัน) เท่ากับต้องใช้ยาจำนวน 24 หลอด เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 1,320-1,800 บาท นอกจากเสียค่าใช้จ่ายที่มากแล้ว ยังขาดรายได้ เนื่องจากไม่สามารถส่งน้ำนมดิบให้กับโรงงานได้ ยิ่งเป็นนานเท่าใดก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย และขาดรายได้มากขึ้นเท่านั้น</font>
	</p>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">นอกจากนี้การใช้ยาปฏิชีวนะฉีดเข้าร่างกายสัตว์ไม่ว่าจะเข้าทางรูหัวนม หรือการฉีดเข้าไปล้างมดลูก จะต้องงดส่งนมอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันยาปฏิชีวนะตกค้างในน้ำนม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค</font>
	</p>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">จากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าทำงานเกี่ยวกับโคนม ทำให้มองปัญหาและอยากแก้ปัญหา เพื่อให้เกษตรกรได้ลดต้นทุนจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ก็ยังไม่สามารถทำได้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น <strong>โดยความบังเอิญ มีอยู่ช่วงหนึ่งยาปฏิชีวนะในฟาร์มโคนมหมด และยังไม่ได้ซื้อเข้ามาเตรียมไว้ มีโคนมในฟาร์มเป็นโรคเต้านมอักเสบ และมีหนองที่มดลูก จึงได้ทำการทดลองใช้ EM ในการสอดเต้านมเพื่อรักษาเต้านมอักเสบ และล้างมดลูกในแม่โคที่เป็นหนอง ก็พบว่าโคหายจากโรคเต้านมอักเสบ </strong></font>
	</p>
	<p>
	<strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">และแม่โคมีหนองไหลมาทางช่องคลอด หลังจากใช้ EM 2 สัปดาห์ ปรากฏว่าแม่โคไม่มีหนองไหลออกมาทางช่องคลอด และเมื่อแม่โคเป็นสัดจะมีน้ำเมือกใส ซึ่งเป็นการทดลองโดยบังเอิญ</font></strong>
	</p>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">การใช้ EM ในฟาร์มโคนมนั้นสามารถที่จะปฏิบัติได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ให้โคกิน ล้างพื้น อาบน้ำโค และเช็ดเต้านม <strong>แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่ควรใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะ หากเป็นชนิดที่ใช้กับร่างกายอาจทำให้โคมีอากาไข้สูง</strong> (ซึ่งต้องศึกษาเพิ่มเติ่มต่อไป) </font>
	</p>
</blockquote>
<br>
<blockquote>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ดังนั้นเราสามารถสรุปการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ EM และอัตราส่วนที่ใช้ได้ดังนี้</font>
	</p>
	<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="90%">
		
			<tr>
				<td>
				<div>
				<strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">อัตราการใช้</font></strong>
				</div>
				</td>
				<td>
				<div>
				<strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ประโยชน์</font></strong>
				</div>
				</td>
				<td>
				<div>
				<strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">การใช้</font></strong>
				</div>
				</td>
			</tr>
			<tr>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">น้ำ 5,000 ส่วน : จุลินทรีย์ EM(หัวเชื้อ) 1 ส่วน </font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ผสมน้ำ</font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">กิน</font></td>
			</tr>
			<tr>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">น้ำ 100 ส่วน : จุลินทรีย์ขยาย 1 ส่วน </font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ผสมน้ำล้างพื้นคอก</font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ฆ่าเชื้อในฟาร์ม</font></td>
			</tr>
			<tr>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">น้ำ 50 ส่วน : จุลินทรีย์ EM(หัวเชื้อ) 1 ส่วน </font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ผสมน้ำ</font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">เช็ดเต้านม</font></td>
			</tr>
			<tr>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">น้ำกลั่น 50 ซีซี + จุลินทรีย์ EM(หัวเชื้อ)10 ซีซี </font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ผสมน้ำ</font></td>
				<td><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ล้างมดลูก 6 ชั่วโมง ก่อนผสม </font></td>
			</tr>
		
	</table>
	<br>
</blockquote>
<p>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3"><strong><u>ขั้นตอนการรีดนม</u></strong></font>
</p>
<ol>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">การรีดนมควรรีดให้ตรงเวลาทุกวัน มื้อเช้าเวลา 06.00 น. เมื้อเย็น 15.00 น.</font></li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ต้องฝึกโคเข้าคอกรีดนมเอง และโคแต่ละตัวจะต้องเข้าประจำที่ทุกครั้ง ทำความสะอาดโค รีดนมโดยการอาบน้ำและใช้แปรงถูให้สะอาด เพื่อป้องกันเศษดินและเศษมูลโค ตกลงไปปนกับน้ำนมในขณะรีดนม เสร็จแล้วทิ้งให้โคตัวแห้งประมาณ 5 นาที ล้างคอกรีดให้สะอาดพร้อมที่จะรีด</font></li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3">ใช้ผ้าเช็ดเต้านมที่สะอาด 1 ตัวต่อ 1 ผืน จุ่มลงในน้ำอุ่นหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เช็ดเต้านมเบาๆ <br>
	</font></li>
</ol>
<hr>
<br>
</description>
</item>

<item>
<title>ประยุกต์ใช้ EM กับสวนยางพารา</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=76</link>
<description><div>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size="3"><strong>การประยุกต์ใช้ EM กับสวนยางพารา </strong></font>
</div>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p>
<font size="3"><u>การเตรียมหลุมก่อนปลูก</u></font>
</p>
</font>
<blockquote>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ใส่โบกาฉิหลุมละ 0.5 กก. คลุกกับดินให้ทั่ว เป็นการปรับสภาพดินในหลุมปลูก และรด/ฉีด<img src="spaw/images/lib1/P_016.jpg" border="0" alt=" " hspace="10" vspace="10" width="130" height="106" align="right">พ่น EM ขยาย (ปุ๋ยน้ำ)ตาม ทิ้งไว้ 7 วัน จึงปลูกต้นกล้า ใช้หญ้าหรือใบไม้แห้งคลุมรอบๆ อย่าให้ถึงโคนต้นเพราะจะเป็นอาหารปลวก</font></font>
	</p>
</blockquote>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p>
<font size="3"><u>การกำจัดวัชชพืช</u></font>
</p>
</font>
<blockquote>
	<p>
	<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ใช้วิธีปราบหญ้าคาให้หมดก่อน โดยใส่โบกาฉิให้ทั่วแล้วฉีด EM ขยายตาม ไถกลบ จากนั้นหญ้าจะขึ้นมาเต็มที่ อย่ารอให้หญ้าออกดอก ไถกลบให้ทั่วอีกครั้ง หญ้าจะไม่ขึ้นมาอีก หากมีหญ้าขึ้นให้ใช้วิธีตัดแทนใช้สารเคมี</font></font>
	</p>
</blockquote>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p>
<font size="3"><u>วิธีใช้ EM</u></font>
</p>
</font>
<ol>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ใช้โบกาฉิรองก้นหลุม หลุมละ 0.5 กก. ในครั้งแรก ต่อมาใส่โบกาฉิ 3 เดือน : 1 ครั้ง เมื่อยางอายุ<br>
	ได้ 1 ปี ใส่ปีละครั้งเดียว (ประมาณเดือนกรกฎาคม) จากนั้นฝนตกมาจะปรับสภาพดินให้อุดม</font></font></li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ฉีดพ่น EM ขยาย พรมให้ทั่วในครั้งแรก จากนั้นฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้ง เมื่อยางอายุ 1 ปี แล้ว<br>
	ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง</font></font></li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">หากยางโตแล้วให้ใช้โบกาฉิก่อนใบยางร่วง/ผลัดใบ</font></font></li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ฉีดพ่น EM ขยายตามการใส่โบกาฉิทุกครั้ง</font></font> </li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ทาหน้ายางด้วย EM + กากน้ำตาล + ดิน อัตราส่วน</font></font><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3"><br>
	- EM ขยาย 2 ช้อนโต๊ะ<br>
	- กากน้ำตาล 2 ข้อนโต๊ะ<br>
	- น้ำ 1 ลิตร<br>
	- ดินทาหน้ายาง 1 กก.</font></font></li>
	<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size="3">ใช้ EM ขยาย ผสมน้ำ 60 ลิตร แช่ล้างยางก่อนนำยางผึ่งแดด จะทำให้ยางไม่ขึ้นรา น้ำยางที่เททิ้งมี EM ผสมอยู่ จะช่วยปรับสภาพแวดล้อมและกำจัดกลิ่นเหม็นด้วย</font></font></li>
</ol>
<hr>
</description>
</item>

<item>
<title>แตงโม ปลอดสารพิษ</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=75</link>
<description><div align><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color #000066 size>แตงโม</font><font color> ยุคปุ๋ยชีวภาพ EM ปลอดสารพิษ ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร </font></strong></font></div><img height 81 alt src="http://www.chivavithee.net/images/upload/images2.jpg" width 123 align> <font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font size><strong><font color>การเลือกพื้นที่</font></strong></font></p></font>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ควรเป็นที่ตอน (น้ำท่วมไม่ถึง) สำหรับหน้าฝน</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>สภาพดินควรเป็นดินร่วนปนทราย</font></font></li></ol>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size><strong><font color>การเตรียมปุ๋ยชีวภาพ EM</font></strong> จะใช้ปุ๋ยคอก (มูลไก่ วัว ควาย) ก็ได้</font></font></p>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ขยายจุลินทรีย์ EM เพื่อผสมมูลสัตว์ที่เราจะใช้พอชุ่ม</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>หมักทิ้งไว้สัก 3 คืน ก่อนนำไปรองก้นหลุม</font></font></li></ol>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size><strong><font color>การเตรียมเมล็ดพันธุ์และปลูก</font></strong> (แล้วแต่เกษตรกรผู้ปลูก ต้องการพันธุ์อะไร)</font></font></p>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>1.วิธีปลูกแบบหยอดเมล็ดพันธุ์ในหลุม</font></font></p>
<ul>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>นำเมล็ดแตงโมหยอดหลุมที่เตรียมไว้</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>เมล็ดต่อหลุมควรประมาณ 3-4 เมล็ด</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>เมื่องอกคัดเมล็ดให้เหลือต้นแตงดมที่สมบูรณ์เพียงหลุมละ 2-3 ต้น/หลุม</font></font><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size> </font></font></li></ul><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size></font></font>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>2.วิธีปลูกแบบแช่เมล็ดก่อนปลูก</font></font></p>
<ul>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>นำเมล็ดมาแช่น้ำ EM ประมาณ 15-20 นาที</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ห่อเมล็ดพันธุ์ด้วยผ้าชุบน้ำ EM ให้ชุ่ม</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ทิ้งเมล็ดห่อด้วยผ้าไว้ 2 คืน (โดยใส่กระติกน้ำที่ไม่มีน้ำเพื่อให้อบอุ่นเร่งการงอก)</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>หยอดเมล็ดในหลุมที่เตรียมไว้หลุมละ 2-3 เมล็ด</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ควรคัดเลือกต้นที่ไม่สมบูรณ์ออกเมื่อเมล็ดงอก</font></font></li></ul><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font color #cc0000 size></font></font></blockquote>
<p><font color><strong><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>การเตรียมเป็นหลุม</font></font></strong></font><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size> ทำได้ 2 วิธี</font></font></p>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>1. การเตรียมเป็นหลุม</font></font></p>
<ul>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ใช้แรงงานคนขุดปากหลุมควรกว้างประมาณ 30 ซม. ลึกประมาณ 20 ซม.</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>รองหลุมด้วยปุ๋ยคอกที่เตรียม 1 กะลามะพร้าวหลุม (หรือแล้วแต่สภาพเดิม)</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ตีปุ๋ยหมักในหลุมให้เข้ากับดินพอประมาณ</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>รดด้วยน้ำ EM พอชุ่มทิ้งไว้ 1 คืน (ไม่รดก็ได้)</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>หยอดเมล็ดพันธุ์</font></font></li></ul>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>2. การเตรียมเป็นร่อง (ขึ้นแปลง)</font></font></p>
<ul>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ใช้รถไถเดินตามไถเป็นร่อง</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ใส่ปุ๋ยคอกที่เตรียมลงร่องไถ</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ไถกลบร่องเดิมทิ้งไว้ 1 คืน</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>หยอดเมล็ดแตงโมตามร่องระยะห่างประมาณ 20-30 ซม./เมล็ด</font></font></li></ul></blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font color #cc0000 size><strong>การดูแลรักษา</strong></font></font></p>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>เมื่อแตงโมเริ่มงอกสัก 1 สัปดาห์ ควรฉีดพ่นด้วยน้ำ EM ขยายธรรมดา</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>คอยหมั่นสังเกตดูเพลี้ยไฟหรือแมลงอื่นๆ</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>การฉีดพ่นด้วยน้ำ EM ควรพ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ถ้ามีแมลงหรือเพลี้ยไฟรบกวน ควรหมักน้ำสะเดาผสมน้ำ EM ที่ขยายฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง</font></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>เมื่อแตงโมซึ่งเถาทอดยาวประมาณ 1 คืบ ควรเพิ่มปุ๋ยคอกที่ใช้รองก้นหลุม ใส่รอบเถาแตงโมพร้อมยกร่องกลบหลุมละประมาณ 2 กำมือ</font></font></li></ol>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font color #cc0000 size><strong>อายุของแตงโม</strong></font></font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>นับตั้งแต่วันหยอดเมล็ดลงหลุมไม่ว่าวิธีใด ๆ ก็ตาม แตงโมท่านจะสามารถให้ผลตัดมีดแรกได้ประมาณ 65 วัน</font></font></p>
<hr></description>
</item>

<item>
<title>ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=74</link>
<description><div align><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong>การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง<br>(Asparagus) </strong></font></div><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font color #336633 size><strong>การเตรียมดินเพาะเมล็ด</strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ในการเตรียมดินเพาะเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งนั้น จะต้องไถและเกรดให้สม่ำเสมอทำให้ดินร่วนซุย แล้วยกร่องเป็นรูปร่างเหมือนแปลงผักทั่วไป โดยใช้จุลินทรีย์แห้ง (โบกาฉิ) ไร่ละ 4 ถุงใหญ่ (ประมาณ<br>ถุงละ 25 กก.) พรวนกับดินและรดหรือพ่นด้วยจุลินทรีย์น้ำให้ทั่ว เป็นการเตรียมดินให้พร้อมในเบื้องต้น</font></font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>การเตรียมเมล็ด<br>การเตรียมเมล็ดหลังจากเปิดออกจากกระป๋องแล้ว ควรนำไปแช่น้ำจุลินทรีย์ (EM) อัตราส่วน 1:1000 ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงนำไปเพาะในแปลงที่เตรียมไว้ โรยเมล็ดและใช้ดินที่ผสมแล้วกอง ราดน้ำแล้วคลุมด้วยฟาง</font></font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font color #336633 size><strong>การดูแลรักษา</strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ระยะประมาณ 10-15 วัน จะมีต้นกล้าขึ้น เมื่ออายุได้ 18-25 วัน ต้นกล้าจะงอกขึ้นมา ให้รดด้วยจุลินทรีย์น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และรดน้ำปกติได้ทุกวัน ระยะนี้ให้หมั่นตรวจดูต้นกล้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะมักจะมีโรคและแมลงรบกวนได้</font></font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font color #336633 size><strong>การขุดต้นกล้า</strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่ง เมื่อขุดขึ้นมาต้องให้มีรากติดขึ้นมาเสมอ ไม่ควรตัดรากทิ้งอาจเป็น<br>เหง่าหัวโล้น แล้วนำไปแช่ในน้ำผสมจุลินทรีย์ไว้ประมาณ 15 นาที</font></font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font color #336633 size><strong>การปลูกหน่อไม้ฝรั่งในแปลงจริง</strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>หน่อไม่ฝรั่งเป็นพืชที่ปลูกง่าย หลังจากต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 60 วัน ได้เริ่มเตรียมปกพื้นที่ที่จะปลูกจริง โรยจุลินทรีย์แห้งไปตามร่องที่ยกไว้เมื่อปรับดินดีแล้ว อัตราส่วน 50 กก./1 ไร่ การปลูกควรให้ระยะต้นห่างกันประมาณ 5 ซม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความห่างระหว่างร่อง ซึ่งถ้าหากร่องห่างกันก็จะสะดวกในการเก็บผลผลิตหน่อไม้ฝรั่ง</font></font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font color #336633 size><strong>การให้น้ำ</strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font size>ระบบการให้น้ำมีอยู่ 3 วิธี คือ<br>1. ให้ตามร่อง ในกรณีที่เกษตรกรปรับดินเรียบดี<br>2. ให้น้ำโดยใช้สายยางรด<br>3. ให้น้ำโดยใช้สปิงเกอร์ วิธีนี้มีผู้นิยมกันมาก แต่ต้นทุนค่อนข้างสูง</font></font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"></font>
<hr>
<font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font size><br></font></p></font></description>
</item>

<item>
<title>การเก็บรักษาจุลินทรีย์EM</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=73</link>
<description><strong>การเก็บรักษาจุลินทรีย์ <br>EM </strong><br>
<ul><br>
<li>จุลินทรีย์ EM สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน <br>1 ปี อย่างน้อย 6 เดือน ในอุณหภูมิปกติ ไม่เกิน 45-50 องศาเซลเซียลโดยปิดฝาให้สนิท <br>อย่าให้มีอากาศเข้า และอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น</li><br>
<li>ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท</li><br>
<li>การนำจุลินทรีย์ <br>EM ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด และใช้ให้หมดภายในเวลาที่เหมาะสม</li><br>
<li>การเก็บไว้หลายๆ <br>วัน โดยไม่มีการเคลื่อนไหว ในภาชนะจะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ นั่นคือการทำงานของจุลินทรีย์ที่ฟักตัว <br>เมื่อเขย่าแล้วทิ้งไว้ชั่วขณะ ฝ้าขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ในจุลินทรีย์เหมือนเดิม</li><br>
<li>เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล <br>จุลินทรีย์จะมีกลิ่นหอมและเป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟองดังกล่าวแสดงว่า <br>การหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล</li><br>
<li>จุลินทรีย์ EM ที่นำไปขยายเชื้อแล้ว <br>ควรใช้ภายใน 7 วันหลังจากหมักได้ที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพที่อาจเกิดจากความไม่สะอาดของภาชนะ <br>และสิ่งสกปรกแปลกปลอมจากอากาศ เพราะจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ</li><br>
<li>ถ้าใช้ไม่หมดภายใน <br>3 วัน ต้องปิดฝาให้สนิทด้วยพลาสติก เพื่อไม่ให้อากาศเข้า ก่อนใช้ทุกครั้งต้องตรวจดูก่อนว่ายังมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว <br>อมหวานหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ายังใช้ได้<br><br></li><br></ul><br><br>ขอขอบคุณ <br>ข้อมูลจากเว็บไซต์ ศูนย์บริการและพัฒนาการใช้จุลินทรีย์เพื่อเกษตรกรรม (http://www.geocities.com/inf6div/w304.html)<br></description>
</item>

<item>
<title>การบำบัดกลิ่นที่น่ารำคาญในฟาร์มปศุสัตว์</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=72</link>
<description><p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" color #ff6600 size><strong>การบำบัดกลิ่นที่น่ารำคาญในฟาร์มปศุสัตว์<br>(การเลี้ยงสุกร เป็ด ไก่ นกกระทา)</strong></font><br>--------------------------------------------------------------------------------------</p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><u>การบำบัดสิ่งแวดล้อมในฟาร์มสุกร เป็ด ไก่ นกกระทา</u></strong></font><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" color #ff6600 size></font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>ในฟาร์มสุกร ถือว่าปัญหาที่เกิดกลิ่นที่เกิดจากการขับถ่ายของสุกร เป็นปัญหาที่รุนแรงสร้างความเดือดร้อนรำคาญ จนเป็นปัญหาเกิดขึ้นระหว่างชุมชน และเจ้าของฟาร์มสุกรดังที่มีกรณีพิพาทได้เกิดขึ้น ทำให้เจ้าของฟาร์มปิดกิจการไป หรือไม่ก็ต้องโยกย้ายฟาร์มหนีไปอยู่ที่ใหม่ </font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>การนำจุลินทรีย์(อีเอ็ม)ไปใช้ในฟาร์มสุกรเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถที่สรุปได้ดังต่อไปนี้</font></p>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>อีเอ็มฉีดพ่น มีวิธีการคือ อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1/2/100 หมักทิ้งไว้ 3 วัน แล้วนำผสมกับน้ำอีกในอัตราส่วน 1/1,000 ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 2 วัน หรือนำไปฉีดน้ำล้างคอก ร่องระบายน้ำบ่อพักมูลสุกรฉีดใส่ตัวสุกร กลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาจะหายไป<br></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>ขยายอีเอ็มให้สุกรกิน มีวิธีการคือ อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1/2/100 หมักทิ้งไว้ 3 วัน เอาน้ำอีเอ็มที่หมักได้นี้ไปผสมกับน้ำสะอาดอีก 1/200 ผสมกับน้ำและอาหารให้สุกรกิน แต่ละวันมูลของสุกรที่ขับถ่ายออกมา จะไม่มีกลิ่นเหม็นปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี (การใช้อีเอ็มขยาย ให้สุกรกินในฟาร์มขนาดใหญ่ อาจลดปัญหาเรื่องกลิ่นลงได้ 50-80% ควรขยายอีเอ็มฉีดพ่นเสริม ดังในรายละเอียดในข้อที่ 1 จะสามารถลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นได้ 100% แน่นอน)<br></font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>หมักหัวอาหารที่ใช้เลี้ยงสุกรก่อนนำไปให้สุกรกิน ทำให้เป็นซุปเปอร์โบกาฉิ โดยใช้อัตราส่วน หัวอาหาร ซื้อจากท้องตลาด/รำละเอียด/ปลายข้าว (1/1/1) ขยายอีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด (1/1/1,000 ให้ส่วนผสมทุกส่วนเข้ากัน และรดน้ำที่ขยายอีเอ็มผสมจนเกิดความชื้น 40% กองส่วนผสมที่พื้นปูนสูงประมาณ 20 ซม. คลุมด้วยกระสอบ คลุกส่วนผสมให้เข้ากันทุกๆ เช้าเมื่อครบ 4-6 ซุปเปอร์โบกาฉิจะแห้งพอดี และเก็บใส่กระสอบได้นำไปให้สัตว์เลี้ยงกิน โดยการผสมกับอาหารที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพียง 5% นำใช้กับสัตว์เลี้ยง เช่น สุกร เป็ด ไก่ ฯลฯ สุขภาพของสัตว์เลี้ยงจะแข็งแรง โตเร็ว และไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างอื่นใดอีก<br></font></li></ol>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>หัวอาหารที่ใช้ทำซุปเปอร์โบกาฉิ เช่น สุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ นกกระทา ก็เลือกซื้ออาหารของสัตว์เลี้ยงที่ต้องการ ในกรณีที่เลี้ยงไก่ตามพื้นบ้านเพียงแต่ให้อีเอ็มให้สัตว์เลี้ยงกินในอัตราอีเอ็ม/น้ำสะอาด (1/1,000) ภาชนะที่บรรจุน้ำ-อีเอ็ม ควรสะอาดและให้ไก่กินแต่ละครั้งให้กินให้หมดภายใน 3 วัน ในบริเวณที่ไก่เลี้ยงปล่อยตามหมู่บ้านให้หากินเอง ให้หว่านโบกาฉิ 2-3 กำมือ/ตารางเมตร หรือขยายอีเอ็มฉีดพ่นในที่เป็นแหล่งน้ำโสโครก บริเวณรอบบ้านจะสะอาด ไก่ที่เลี้ยงตามบ้านก็ปลอดจากโรคโดยสิ้นเชิง<img src="http://www.chivavithee.net/spaw/images/lib2/pig_1.jpg" align></font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>การทำความสะอาดโรงเรือน ด้วยการขยายอีเอ็มฉีดพ่นการขยายอีเอ็ม ให้สุกรกิน จะสามารถแก้ปัญหา การใช้ยาปฏิชีวนะของโรคสุกรได้ และแก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีฉีดพ่นดับกลิ่น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัญหาที่ ทำให้สุกรแท้งลูกได้ง่าย และล้มตายยกคอกมาแล้ว อีเอ็มสามารถแก้ปัญหาของโรคขี้หมูไหล โรคข้อบวมและโรคเรื้อนที่ผิวหนัง เมื่อฉีดพ่นด้วยอีเอ็ม จะทำให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ในโรงเรือน ไร เห็บ เหา เชื้อโรคที่จะทำลายบั่นทอนสุขภาพของสัตว์เลี้ยงจะหายไป สุกรมีสุขภาพจิตดีโตเร็วไม่เซื่องซึม กินอาหารเก่ง สัตว์เลี้ยงไม่เครียด แข็งแรง หยอกล้อกันตามประสาสัตว์ นัยต์ตามีประกาย ฯลฯ ความเป็นธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงเกิดขึ้น</font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>การแก้ปัญหาที่จะทำให้มูลสุกรไม่มีกลิ่นเหม็นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ให้ผลิตซุปเปอร์โบกาฉิที่เป็นหัวอาหารผสมใส่อาหารให้สุกรกินร่วมกับอาหารที่เลี้ยงสุกรตามปกติ ซึ่งผสมเพียง 5% จะทำให้มูลของสุกรเกิดการหมักที่สมบูรณ์ในท้องของสุกรขึ้น กลิ่นจึงจะหายไปได้<br></font></p></description>
</item>

<item>
<title>การเพาะเห็ด</title>
<link>http://www.chivavithee.net/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=71</link>
<description><p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><font color><strong>การเพาะเห็ด </strong></font><br>********************************************</font></p>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif"><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>การเพาะเห็ด มี 4 ขั้นตอน</font></strong><br>1. การผลิตเชื้อวุ้น<br>2. การผลิตเชื้อข้าวฟ่าง<br>3. การผลิตก้อนเชื้อเห็ด<br>4. การผลิตดอกเห็ด</font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>หากคิดจะเริ่มเพาะเห็ด อาจจะทำเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ได้ แล้วแต่สถานที่ และกำลังทรัพย์ การผลิตเชื้อวุ้นและข้าวฟ่างมีขั้นตอนมาก และต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และละเอียดมาก ในที่นี้จะขอให้สูตรการทำก้อนเชื้อเห็ด ดังนี้</font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>ส่วนผลิต</font></strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>1. ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน 100 กก. (ไม้ขนุน, ฉำฉา, มะม่วง, ยางพารา, กระถิน มะขามเทศ ฯลฯ)<br>2. รำละเอียด 1 กก.<br>3. ปูนขาว 1 กก.<br>4. ดีเกลือ 0.3 กก.<br>5. ภูไมท์ซัลเฟต 1 กก.<br>6. ยิปซั่ม 0.5 กก.<br>7. EM ขยาย 6 ลิตร</font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" color #ff6600 size><strong>อุปกรณ์ที่ใช้ </strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>1. ถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7X11 นิ้ว<br>2. ปลอกรัดคอถุง<br>3. ยางรัดคอถุง<br>4. หม้อนึ่ง</font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" color #ff6600 size><strong>วิธีทำ</strong></font></p></font>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน มากองไว้กับพื้น โรยรำละเอียดลงบนกองขี้เลื่อย</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำปูนขาว ดีเกลือ ภูไมท์ ยิปซั่ม โรยลงบนรำอีกชั้น</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>ผสมวัสดุทุกอย่างเข้าด้วยกัน นำ EM ขยายผสมน้ำ 500 เท่า รดลงบนกองวัสดุให้ได้ความชื้น 50%</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำผ้าพลาสติกมาคลุมปิดวัสดุหมักไว้ 1 วัน</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>เปิดพลาสติกออก กลับกองขี้เลื่อย แล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติก 700-800 กรัมต่อถุง อัดให้แน่น</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>สวมปอกคอและใช้ยางรัดไว้ปิดจุกด้วยสำลี และกระดาษหนังสือพิมพ์</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำก้อนเชื้อเห็ดที่บรรจุเรียบร้อยไปนึ่งฆ่าเชื้อในเตานึ่งที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>เมื่อครบกำหนด 3 ชั่วโมง ดับไฟปล่อยให้เห็ดเย็นตัวลง จึงนำออกจากหม้อนึ่ง</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำก้อนไปพักไว้ในห้องเตรียมหยอดเชื้อ (ในที่ที่สะอาด ลมสงบ)</font></li></ol><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>การหยอดเชื้อเห็ด</font></strong></font></p></font>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>เลือกเชื้อที่เส้นใยเห็ดเพิ่งเจริญเต็มทั่วทุกเมล็ด ใช้ขวดกระแทกเบาๆ กับไม้หรือพื้นให้เมล็ดข้าวฟ่าง ตกร่วนออกจากกัน</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำเชื้อที่เขย่าร่วนดีแล้วมาเปิดปากขวดลนไฟฆ่าเชื้อที่ปากขวดอีกมือเปิดปาก หยอดเมล็ดข้าวฟ่างลงไป 10-20 เม็ด แล้วปิดจุกสำลีที่ปากถุงไว้เหมือนเดิม และหยอดต่อเรื่อยไปจนกว่าจะหมด โดยไม่ต้องปิด-เปิดปากขวดเชื้อข้าวฟ่างอีก</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>นำก้อนเชื้อเห็ด ไปพักไว้ในโรงบ่ม โดยวางตั้งบนชั้นในเรือนบ่มเชื้อ วางแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ เห็ดนางฟ้าจะใช้ระยะเวลาบ่มประมาณ 25-30 วัน ก้อนเชื้อเห็ดจะใช้ได้ดี เมื่อเส้นใยเต็มถุงหรือเกือบเต็มถุง</font></li></ol><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>การเปิดดอกเห็ด</font></strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>หลังจากที่เส้นใยของก้อนเห็ดเจริญเต็มที่ การเปิดถุงดอกให้ดึงจุกสำลีออกจากปากถุงเห็ด <br>ใช้ด้ามช้อนแคะเมล็ดข้าวบริเวณปากถุงออกให้หมด ห้ามรดน้ำจนกว่าเห็ดจะเริ่มออกดอกจึงเริ่มรดน้ำได้</font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>การดูแล</font></strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>1. รดน้ำวันละ 2 ครั้ง รดเป็นฝอย ห้ามรดเข้าไปในปากถุงเห็ด<br>2. ฉีด EM ผสมน้ำ 1:1000 วันละ 1 ครั้ง เช้าหรือบ่ายก็ได้</font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>การป้องกันแมลงและโรค</font></strong></font></p></font>
<blockquote>
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>ใช้ EM5 ผสมน้ำ 500 เท่า ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณในและนอกโรงเรือนทุกวันช่วงเย็น</font></p></blockquote><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif">
<p><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size><strong><font color>การเก็บดอกเห็ด</font></strong></font></p></font>
<ol>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>ควรเก็บดอกที่โตเต็มที่ สังเกตจากหมวกของดอกเห็ดมีลักษณะบานเต็มที่ เก็บแต่เช้ามืด</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>วิธีการเก็บให้จับบริเวณโคนเห็ดดึงเข้าหาตัวคนเก็บ แล้วโยกไปมา เมื่อเก็บดอกแล้วควรทำความสะอาดปากถุงอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเชื้อโรค</font></li>
<li><font face="MS Sans Serif, Tahoma, sans-serif" size>อีกประมาณ 14-20 วัน ดอกเห็ดจะเริ่มออกอีกครั้ง เชื้อเห็ดจะมีอายุประมาณ 4-5 เดือน ให้ทยอยเปิดดอกเห็ดเป็นรุ่นๆไป<br></font></li></ol>
<hr></description>
</item>

</channel>
</rss>